Auckland_er : 024

posted on 25 Apr 2011 16:34 by patzh in Auckland-er
 
9  เมษายน 2554
 
 
เหี้ยแล้วครับ! จำเรื่องเมื่อวันก่อนได้มั้ยครับ มันเหี้ยจริงๆแล้วครับ ที่เหี้ยจริงๆคือข้อมือซ้ายของผมเนี้ยแหละครับที่เหี้ยจริงๆ เจ็บปวดรวดร้าวและทรมานมาตั้งแต่เมื่อคืนนอนพันผ้ายืด กินยาแก้อักเสพ ยาแก้ปวด ทายาก็แล้วแต่มันไม่มีที่ท่าว่าจะดีขึ้นครับ แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่ามันไม่บวมไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
 
 
ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เคยที่จะเข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องเจอเรื่องเหี้ยอะไรแบบนี้เสมอมานับครั้งแทบไม่ได้ในไทยแลนด์แดนสไมล์มาอยู่ที่นี่ยังไม่ทันถึงสองเดือนความบรรลัยก็เกิดขึ้นกับข้อเท้าขวาไปรอบนึงแล้ว นี่ยังไม่ทันไรก็มาเป็นข้อมือซ้ายอีก ถือว่าชีวิตมีอันตกอับตกลงในเรื่องของข้อกระดูกกล้ามเนื้อฉลองวัยเบญจเพศ
 
 
ถ้ามองในเรื่องของการแสกนกรรมแล้วการที่ผมปวดข้อหรือเกิดอุบัติเหตุแบบไม่น่าเกิดกับอวัยวะส่วนข้อต่างๆของร่างกายอาจจะเกิดขึ้นจากการนิยมกินต้มแซบหมูสมัยที่เตะบอลกับพี่ต๊ะ (จักรพันธุ์ ขวัญมงคล) แต่มานั่งคิดตอนกินต้มแซบหมูผมก็ไม่ได้กินกระดูก ผมกินแต่เนื้อๆเน้นๆกับน้ำซุปเปรียวเผ็ดร้อนตามสไตล์ต้มแซบแบบไทย (ซึ่งตอนนี้ร้านนั้นเจ๊งไปแล้วเพราะความเจริญเข้าถึง)
 
 
แต่นั่นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่เราจะมาพูดถึง เรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือจะต้องไปพบแพทย์ครั้งแรกในการมาเยือนดินแดนด์แห่งเมฆหมอกสีขาวนี่แหละครับ
 
 
ความเจ็บปวดทำให้ผมตื่นมาแต่เช้าตรู่มากไม่ว่าด้วยอะไรก็แล้วแต่สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือพี่เจนนี่ครับ ผมยังคงยืนยันเสมอว่าพี่เจนนี่เปรียบเสมือนแม่ของลูกๆชาวไทยที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ เป็นที่ปรึกษาในทุกๆเรื่องรวมไปถึงเรื่องของการแพทย์ที่ผมจะต้องไปพบว่าผมจะต้องไปพบใครที่ไหนแล้วทำเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายอย่างไรเนี้ยแหละครับ ซึ่งพี่เจนนี่นั้นก็บอกว่าให้ลองไปหาคลีนิคในตัวเมืองดู เพราะว่ามันรวดเร็วและก็เบิกค่าใช้จ่ายได้อยู่แล้วเพราะว่าเรามีประกันสุขภาพอยู่
 
 
ผมออกจากห้องพักด้วยความตั้งใจที่จะไปหาหมอที่คลีนิกดังกล่าวในตัวเมืองครับ อากาศที่โอ๊กแลนด์ถอได้ว่าเย็นยะเยือกเพราะลมแรงให้เราๆได้เตรียมตัวเข้าหน้าหนาวกันไปบ้าง ผมเดินจากไวเทเกอร์ เพลสห้องพักของผมลงมายังถนนควีนส์ และลัดเลาะไปยังคลีนิคดังกล่าว สิ่งที่ผมได้พบเจอคือคลีนิกนั้นเปิดเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์เท่านั้น พอเห็นอย่างนี้แล้วผมก็พยายามเดินมองหาคลีนิกระแวกใกล้เคียงดูว่ามันเปิดให้บริการกันบ้างหรือเปล่า แต่เรื่องเหี้ยจะเกิดมันก็ต้องเกิดเสมอตามหลักการของกฎเมอร์ฟี่ครับ คลีนิกทุกคลีนิกพร้อมใจกันปิดให้บริการในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ผมเหลือช็อยส์เดียวที่ต้องทำคือการเดินไปโรงพยาบาลประจำเมืองโอ๊กแลนด์
 
 
โรงพยาบาลประจำเมืองโอ๊กแลนด์ถ้ามองจากห้องพักผมไปนั้นจะอยู่ไม่ไกลเลยครับ เพียงแค่ข้าวสะพานแกรฟตันไปเดินไปอีกนิดหน่อยก็จะเป็นโรงพยาบาลประจำเมืองโอ๊กแลนด์แล้ว
 
 
การที่จะต้องรู้ตัวว่าเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกที่นี่มันเหมือนกับกาจะต้องไปมีเซ็กส์นะครับ คือเรื่องทฤษฎีทุกอยางเรารู้หมดทุกอย่างว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ตอนที่จะต้องไปทำจริงแล้วมันเสียวไปหมดทุกอย่าง ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องกรอกประวัติยังไง จะต้องใส่ชื่อใครเป็นบุคคลติดต่อเมื่อใกล้ตาย จะต้องอธิบายหมอว่ายังไง หรือจะต้องไปห้องไหน โรงพยาบาลใหญ่กูจะหลงมั้ย พอจัดการทุกอย่างเสร็จจะต้องจ่ายเงินที่ไหน แล้วจะต้องจ่ายเท่าไหร่ กูไม่มีตังใช้นะ พอคิดแล้วมันเสียวไปหมดจริงๆครับ
 

ผมใช้เวลาเดินทางเท้าจากถนนควีนส์มายังโรงพยาบาลโอ๊กแลนด์เป็นเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงแม้ว่าอาการจะเย็นแต่การใช้แรงมากมายขนาดนี้ก็ทำให้เหงื่อชุ่มตัวได้เหมือนกัน ผมเดินเข้าไปในโรงพยาบาลโอ๊กแลนด์ กลิ่นของโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นชาติไหนในโลกคาดว่าจะมีกลิ่นใกล้เคียงกันมากอยู่
 
 
ผมเดินเข้าประตูหลักของโรงพยาบาล เลขแสดงตำแหน่งของชั้นอยู่ที่ ชั้นสี่ของโรงพยาบาล ผมถามพี่ยามที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อย่างจริงจังยู่ว่าถ้าปวดข้อมือจะต้องไปทางไหน พี่ยามชาวกีวี่บอกให้ผมขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นหก แล้วไปที่เค้าเตอร์บริการเรื่องของแพทย์ประจำครอบครัว ก่อนที่พี่แกจะอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ ผมเชื่อใจพี่ยามเดินไปขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นหก ก็พบกับคุณพี่รีเซฟชั่นท่าทางใจดี ผมเลยบอกไปว่าปวดข้อมือมากต้องการพบแพทย์ด่วน คุณพี่ได้บอกกับผมว่าให้ผมเดินลงไปยังห้องฉุกเฉินที่อยู่บริเวณชั้นหนึ่งโดยให้เดินลงบันไดธรรมดาลงไปยังชั้นสี่ แล้วเดินออกจากดึกที่เข้ามา แล้วให้เดินเลาะตึกออกไปหาทางเดินลงไปยังชั้นล่าง หลังจากนั้นให้เดินตามเส้นสีแดงไปเรื่อยๆจะเจอห้องฉุกเฉิน ฟังดูซับซ้อนแต่วินาทีนี้ก็ต้องหามันให้เจอ
 
 
เดินไปตามทางที่พี่รีเซฟชั่นบอกทางให้ เดินออกไปกลางแดดที่มีลมทะเลโกรกตลอดเวลาและไม่นานเกิดรอก็พบกับห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโอ๊กแลนด์ ห้องฉุกเฉินตั้งอยู่ใต้ดินแทบจะเป็นหน้าผา ไม่สามารถนั่งรถเข็นขึ้นลงด้วยตัวคนเดียวได้อย่างแน่นอน รถเข้าออกทางเดียวไม่สามารถให้รถพยาบาลมาจอดซ้อนคันได้ และมีทางเดินเล็กๆเอาไว้สำหรับคนปกติและรถเข็นได้สัญจรกัน แบบไม่ค่อยสะดวกนัก
 
 
ผมเข้าไปยังห้องฉุกเฉินที่ดูเงียบสงัด เหล่าแพทย์และพญาบาลหลายคนนั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลงกันตามอัธยาศัย ผมเดินเข้าไปก็มีคุณหมอมาต้อนรับพร้อมทั้งถามถึงอาการว่าเป็นอะไรยังไงบ้าง แล้วก็ให้กรอกแบบฟอร์มประวัติเพื่อให้มีประวัติในโรงพยาบาลก่อนที่จะทำการรักษา ซึ่งในช่องกรอกประวัติมีให้กรอกยาวมากประมาณสองหน้าครึ่ง ซึ่งคำถามซับซ้อนและดูยุ่งยากสำหรับคนที่ไม่ใช่คนนิวซีแลนด์ และคนที่โง่ภาษาอังกฤมากอย่างเราๆ (อย่างหลังสำคัญกว่า) คาดว่าคุณหมอเห็นเราเอามาเขียนนานมากแล้วไม่จบไม่สิ้นซักทีคุณหมอก็เดินมาแล้ว ก็บอกว่าไม่ต้องกรอกทั้งหมดก็ได้ ต้องการแค่เป็นใครมาจากไหนก็พอแล้ว ผมแอบคิดในใจว่า "ห่า! แล้วก็ไม่บอกกันตั้งแต่แรก" แล้วคุณหมอก็ให้ผมเดินตามไปยังห้องตรวจ
 
 
พอมาถึงห้องตรวจดูเป็นห้องตรวจสำหรับแผลหนักมาก รวมไปถึงยังมีกองเข็มและด้าย รวมไปถึงผ้าก๊อชกองไว้อยู่ คาดว่าคนไข้ก่อนหน้านี้คงไปทำอะไรมาแล้วต้องเย็บแผลเป็นแน่ ซึ่งตามมารยาทก่อนหน้าที่คุณหมอจะตรวจก็ทำความรู้จักกันก่อนซึ่งคุณหมอที่ตรวจผมนั้นชื่อว่าคุณหมอมากาเร็ต
 
 
คุณหมอมากาเร็ตอายุน่าจะประมาณคุณป้าคาเรน แต่ดูใจดีและเคยไปเที่ยวที่ประเทศไทยมาก่อน แกบอกว่าแกเคยไปภูเก็ตเมื่อสามปีที่แล้ว แล้วก็แกทักทายแบบไทยๆว่า "สวัสดีค่ะ" ดูประทับใจผมมากเพราะอย่างน้อยๆเขาน่าจะเข้าใจความโง่ระยำในภาษาอังกฤษของคนไทยได้ในระดับนึง ก่อนที่จะลงมือหยิบมือซ้ายของผมมาตรวจ การตรวจก็คล้ายๆกับตรวจที่ไทยแบบที่ผมเคยเจอมา เช่นให้ลองกำมือแบมือ ลองเชคว่าประสาทสัมผัสรับรู้ได้หรือไม่ พยายามลองเชคว่ามันเป็นอาการข้อมือหักหรือเปล่า เกิดจากกล้ามเนื้อหรือว่าเส้นเอนท์ อะไรเทือกๆนั้นก่อนที่คุณหมอจะเอาแท๊กข้อมือที่มีบาร์โค๊ตมาคล้องที่ข้อมือของผมแล้วส่งให้ผมไปยังด่านเอ็กซ์เรย์
 
 
พอเข้ามาในด่านของห้องฉุกเฉินแล้วข้างในดูเป็นระเบียบมาก การไปแผนกแต่ละแผลนสามารถเดินตามเส้นข้างล่างในแต่ละสีได้เลย โดยที่การเดินไปยังแผนกเอ็กซ์เรย์คือการเดินตามเส้นสีดำตรงพื้นไป แล้วที่ไอโซกว่าการแปะเส้นสีดำตรงพื้นแท๊กข้อมือนั้นไม่ได้เอาไว้เท่ห์ๆคูลๆเท่านั้น แต่เอาไว้แสกนบาร์โค๊กบอกว่าเราเป็นใครแล้วถูกส่งมาจากแผนกไหน แม่เจ้าตื่นเต้นมาก!! ต่อมาผมก็นั่งรอเข้าห้องเอ็กซ์เรย์อยู่บริเวณแผนกเอ็กซ์เรย์ก่อนที่จะมีหมอมาตามไปยังห้องเอ็กซ์เรย์ เช่นเดิมหมอคนนี้แนะนำตัวเหมือนคุณหมอมาร์กาเร็ตเพียงแต่รอบนี้หมอที่อยุ่แผนกเอ็กซ์เรย์เป็นหมอที่เหมือนหลุดมาจากหนักเรท์อาร์ดูเซ็กซี่สมส่วนในชุดกาวสีฟ้าและแนะนำตัวว่าเธอชื่อเจส
 
 
คุณหมอเจสเอ็กซ์เรย์ข้อมือก่อนที่ส่งผมไปยังห้องตรวจห้องแรกเพื่อไปนั่งรอผลเอ็กซ์เรย์
 
 
ผมนั่งรอในห้องตรวจประมาณสิบห้านาทีคุณหมอมากาเร็ตมาพร้อมกับผมตรวจ รวมไปถึงเฝือกอ่อนที่เอาไว้ล็อกข้อมือ ซึ่งคุณหมอบอกกับผมว่า โชคดีที่ข้อมือไม่หักมันแค่ข้อมือพลิกเท่านั้น และคุณหมอก็ให้ใบรับรองแพทย์ ใบสั่งยาเพื่อให้ไปหาซื้อยาที่ร้านขายยาข้างนอก อีกทั้งให้คู่มือปฎิบัติเวลาที่เกิดอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุต่างๆที่อาจจะทำให้ข้อมือข้อเท้านั้นเสียหาย ซึ่งขอให้เชื่อว่าประเทศไทยแลนด์แดนสไมล์ไม่มีทางทำแบบนี้แน่ๆ หลังจากตรวจเสร็จคุณหมอมากาเร็ตก็ตัดแท๊กข้อมือออกแล้วให้ผมเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกก่อนที่จะเดินมาส่งยังทางออกของหองฉุกเฉินพร้อมด้วยรอยยิ้ม
 
 
หลังจากที่ออกจากห้องฉุกเฉินผมเดินข้ามถนนไปยังร้านขายยาฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลซื้อยาตามที่คุณหมอมากาเร็ตสั่ง ซึ่งก็ได้เป็นยาคลายกล้ามเนื้อจำนวนวิบห้าเม็ดสำหรับห้าวัน ทั้งหมดราคาสามเหรียญครับผมเสียค่าใช้จ่ายในการมาเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ไปท้ั้งหมดสามเหรียญ รวมไปถึงเอ็กซ์เรย์และเฝือกอ่อนที่ได้มาจากโรงพยาบาล อีกทั้งการมาโรงพยาบาลครั้งนี้ก็ไม่ได้เสียวอยางที่คิดไว้ตอนแรก
 
 
ไปๆมาๆผมว่าเข้าโรงพยาบาลที่นี่ดีกว่าที่ไทยเสียอีกให้ตายเถอะ!
 
 
 
(ดูแผนที่โรงพยาบาลได้ข้างล่างเลยจ้า)
 
 
 
 
 
อัพเดทล่าสุด!!
สามารถกดไลค์เพจเพื่อเข้าไปดูภาพนิ่ง - วิดีโอ - อะไรต่างๆที่ไม่ได้อยู่ในบล็อกได้ที่หน้าเพจนะครับ ขอบคุณที่ติดตาม (แม้จะไม่มากแต่แสดงตัวกันบ้างก็โอเค) กดไลค์แล้วไปยังลิงค์ที่ด้านขวามือได้เลยนะตะเอง ><
 

Comment

Comment:

Tweet